สธ.เตือน เปิบ"ไข่แมงดา"อาจถึงขั้นอัมพาตหรือเสียชีวิต

7 ส.ค. 2549

          สธ.ออกโรงเตือน บริโภค "ไข่แมงดาถ้วย” อาจได้รับพิษ ถึงขั้นเป็นอัมพาตหรือเสียชีวิต เผยสถิติคนไทยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาได้รับพิษสูงที่สุดในโลก ขณะที่แพทย์ยืนยัน แม้นำมาต้ม ปิ้ง ย่าง ทอด ก็ยังอันตรายเพราะสารพิษที่พบสามารถทนความร้อนได้สูง
 
          นางนิตยา จันทร์เรือง มหาผล โฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จากการที่กระทรวงสาธารณสุขอยู่ในระหว่างการจัดทำโครงการอาหารปลอดภัยเพื่อให้ประชาชนบริโภคอาหารอย่างปลอดภัยไร้สารพิษอันตรายปนเปื้อนนั้น แต่ก็ยังมีอาหารในธรรมชาติที่มีพิษอยู่ในตัวเอง ซึ่งประชาชนยังขาดความรู้ความเข้าใจ ดังนั้น เมื่อบริโภคเข้าไปจึงเกิดอันตรายต่อชีวิต โดยเฉพาะกลุ่มแมงดาทะเลที่ชาวประมงและชาวบ้านที่อยู่บริเวณชายทะเลมักนิยมนำมาบริโภคกัน ซึ่งส่วนที่นิยมบริโภคกันมากก็คือไข่ โดยนำมายำกับมะม่วง แกงคั่วสับปะรด บางครั้งนำมาเชื่อมกับน้ำตาล หรือบริโภคเป็นอาหารหวาน 
 
         ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ความปลอดภัยของไข่แมงดาทะเล โดย นพ.จีรศักดิ์ กาญจนาพงศ์กุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรมของโรงพยาบาลชลบุรีพบว่า ในรอบ 10 ปีมานี้ ตั้งแต่ปี 2537-2547 มีผู้ได้รับพิษหลังกินไข่แมงดาทะเลทั้งหมด 125 ราย เป็นชาย 99 ราย หญิง 26 ราย เสียชีวิต 3 ราย เป็นอัมพาต 1 ราย ซึ่งถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดในโลก โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นคนพื้นเพจังหวัดชลบุรี รองลงมาคือ ระยอง สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ส่วนใหญ่จับแมงดาทะเลได้เองแล้วนำมาปิ้งหรือย่าง บางครั้งก็ซื้อมาจากร้านขายอาหารทะเล โดยแมงดาที่กินนั้นล้วนเป็นแมงดาถ้วยทั้งสิ้น ไม่มีแมงดาจานเลย
 
          "จากการตรวจหาสารพิษของไข่แมงดาทะเลทั้งแมงดาถ้วยและแมงดาจาน โดย ดร.อัธยา กังสุวรรณ นักวิชาการกรมประมง พบสารพิษเฉพาะในไข่ของแมงดาถ้วย ส่วนแมงดาจานไม่พบ ซึ่งสารพิษที่พบคือ เตโตรโดท็อกซิน (Tetrodotoxin) และแอนไฮโดรเตโตรโดท็อกซิน (Anhydrotetrodotoxin) ซึ่งเป็นสารพิษชนิดเดียวกับที่พบในปลาปักเป้าและสัตว์ทะเลบางสายพันธุ์ เช่น ปลาบู่ กบ หอย ปู ดาวทะเล หมึกบลูลิงค์ ตัวนิวต์ โดยสารพิษนี้สามารถทนทานความร้อนได้สูงมาก ดังนั้น การต้ม ทอด ย่าง หรือปิ้ง จึงไม่สามารถทำลายพิษได้ และจากการตรวจไข่ที่ติดกระดองของแมงดาถ้วยตัวที่ผู้ป่วยรายหนึ่งนำมาให้เมื่อปี 2538 พบว่ามีความเป็นพิษอยู่ในระดับสูงถึง 280 เมาส์ยูนิตต่อกรัม ซึ่งความเป็นพิษและความรุนแรงนี้จะแปรเปลี่ยนไปตามฤดูกาล และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น” นางนิตยา กล่าว
 
          อย่างไรก็ดี ในเรื่องความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแมงดาถ้วยของชาวบ้านนั้นพบว่า หลายคนเข้าใจว่าแมงดาถ้วยที่มีพิษ คือ แมงดาไฟ หรือเห-รา และถ้าเป็นแมงดามีพิษตัวจะมีสีแดง มีขนและตาแดง ซึ่งความจริงแล้วการดูลักษณะภายนอกเช่นนี้ ไม่สามารถบอกได้ว่าแมงดาถ้วยตัวไหนมีพิษ หรือไม่มี อีกทั้งยังมีชาวบ้านหลายคนที่ใช้วิธีทดสอบพิษไข่แมงดาที่ผิด ๆ โดยนำไปเทลงในกะทะร้อน ๆ ถ้าไข่แมงดาแตกแสดงว่าไม่มีพิษ ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะพิษตัวนี้ทนความร้อนสูงมาก ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยจึงขอให้ประชาชนงดการบริโภคไข่แมงดาถ้วย
 
          ทางด้าน นพ.จีรศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ช่วงที่พบคนป่วยมากที่สุด คือ ร้อยละ 93 คือช่วงเดือนธันวาคม-มีนาคม อาการความเป็นพิษจากไข่แมงดาถ้วยจะปรากฏหลังกินประมาณ 30-60 นาที บางรายอาจนานเป็นชั่วโมงหรือหลายชั่วโมง แต่มักไม่เกิน 12 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับจำนวนพิษที่ได้รับ โดยอาการสำคัญที่พบบ่อยที่สุดได้แก่อาการชารอบปาก ชาลิ้น ซึ่งพบได้ร้อยละ 96 ,อาการชาที่ปลายมือปลายเท้า พบร้อยละ 91 , อาการแขนขาอ่อนแรง ยืน เดินไม่ได้ พบได้ร้อยละ 70 ซึ่งอาจทำให้พูดและกลืนลำบาก หายใจลำบาก ถึงขั้นอัมพาตทั้งตัว ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้เสียชีวิต และอาการเวียนศีรษะ พบได้ร้อยละ 56
 
          สำหรับสาเหตุที่เกิดอาการชาบ่อยที่สุดนั้น นพ.จีรศักดิ์กล่วว่า เนื่องจากพิษเตโตรโดท็อกซินจะออกฤทธิ์ปิดกั้นการทำงานของเซลล์ประสาท ไม่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนของสารโซเดียมเข้าไปที่ผนังเซลล์เส้นประสาท ทำให้เซลล์ประสาททำงานไม่ได้และยังไม่มียาแก้พิษที่จำเพาะ จึงต้องให้การดูแลแบบประคับประคองจนกว่าพิษจะสลายหมดไป
 
         ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับพิษจากแมงดาทะเลเกือบทุกรายจะบอกว่ามีอาการชารอบปาก ชาลิ้น และชาตามปลายมือปลายเท้า บางคนมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ ถ้ามีอาการแบบนี้หลังจากกินไข่แมงดาทะเลแสดงว่าได้รับพิษเข้าไปแล้ว จะต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด เพราะหากช้าอาการอาจจะเป็นมากขึ้นจนไม่ทันกาล ซึ่งขณะนี้โรงพยาบาลชลบุรีก็ได้พัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยไว้พร้อมแล้วเช่นกัน
 
 
เว็บไซต์ที่มา : http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=4792421852945
แหล่งที่มา    : เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ