ศาสตราจารย์นายแพทย์ ประเวศ วะสี บอกว่าทุกวันนี้ชีวิตคนไทย ถูกทำร้ายตั้งแต่อยู่ในมดลูก ...

3 ธ.ค. 2555

ศาสตราจารย์นายแพทย์ ประเวศ วะสี บอกว่าทุกวันนี้ชีวิตคนไทย ถูกทำร้ายตั้งแต่อยู่ในมดลูก

 
 

         "ทุกวันนี้ชีวิตของผู้บริโภคเมืองไทย ถูกล้อมไว้ด้วยสารพัดพิษ แผ่นดินของเราประดุจแผ่นดินอาบยาพิษ แม้แต่ในที่ซึ่งถือว่าปลอดภัยที่สุดสำหรับมนุษย์ คือ มดลูก ซึ่งธรรมชาติสร้างสิ่งแวดล้อมไว้ให้ ปลอดภัยที่สุด ก็ยังไม่วายถูกสารพิษซึมเข้าไปเล่นงาน ทำให้เกิดความพิการ และผิดปกติทางดีเอ็นเอ"

นพ.ประเวศบอกว่า การทำร้ายผู้บริโภค ถือเป็นความเสื่อมเสียทางศีลธรรมอย่างหนึ่งที่น่าละอาย

          ยามนี้ถ้ามองไปที่ระบบคุ้มครองผู้บริโภคของเมืองไทยทั้งระบบ จะเห็นความน่ากลัว เพราะผู้บริโภคชาวไทยกำลังถูกรุมทำร้ายจากทุกทิศทาง ไม่ว่าจากอาหาร ยา สินค้า บริการ หรือสภาพแวดล้อม ล้วนรายรอบไปด้วยสินค้าที่เป็นอันตราย สินค้าด้อยคุณภาพ ราคาแพงเกินจริง และสินค้าที่ไม่จำเป็น

เช่นเดียวกับสภาพแวดล้อมหลายแห่ง เต็มไปด้วยยาฆ่าแมลง สารหนู แร่ใยหิน ตะกั่ว แคดเมียม และอีกสารพัดสารก่อพิษ

หมอประเวศบอกว่า พูดได้เต็มปาก ทุกวันนี้ชีวิตคนไทย ถูกทำร้ายตั้งแต่อยู่ในมดลูก จนถึงเชิงตะกอน

สาเหตุเพราะเวลานี้คนไทยกำลังเสื่อมปัญญา ถูกโฆษณาชวนเชื่อโหมมุสาวาทล้างสมองกันขนานใหญ่...

         "โลกยุคนี้ห่วงแต่กำไร ยอมทำได้แทบทุกอย่าง เพื่อให้ได้กำไรมหาศาลหรือแมกซิมั่ม โพรฟิต เช่น โหมโฆษณาให้เด็กกินหวาน ทั้งที่รู้ว่าเมื่อน้ำตาลไปจับตัวกับโปรตีนในร่างกายเด็ก จะทำให้โปรตีนกรอบเกรียม แก่เร็ว และถูกทอนอายุให้สั้น"

           อ.ประเวศยอมรับ เป็นการยากยิ่งที่จะคุ้มครองผู้บริโภคในเมืองไทย ให้รอดพ้นจากการตกเป็นเหยื่อของระบบที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ท่ามกลางการทำลายสังคม และสภาพแวดล้อม

          "ภาพใหญ่ของการบริโภคที่เกินเลย เศรษฐกิจแบบบริโภคนิยม ต้องคอยกระตุ้นให้เกิดการบริโภคเข้าไว้ จะรู้กันหรือไม่ว่ามันได้ก่อหายนภัยให้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ดูอย่างเมื่อปีที่แล้ว ราคาอาหารทั่วโลกแพงขึ้นเฉลี่ย 30 เปอร์เซ็นต์"

           นพ.ประเวศบอกว่า จึงจำเป็นต้องหาทางเปลี่ยนจากสภาพสังคมที่เน้นเอาแต่การแสวงหากำไร มาเป็นสังคมแห่งการอยู่ร่วมและดูแลซึ่งกันและกัน ด้วยการพยายามให้ทุกชุมชนมีความเข้มแข็ง หรือเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง ไม่ปล่อยให้ไหลบ่าไปตามกระแสคลั่งโฆษณาหรือบ้าบริโภค

          การสร้างระบบดูแลสุขภาพขึ้นในชุมชน เป็นอีกแนวทางที่หมอประเวศ เชื่อว่า จะช่วยเป็นเกราะคุ้มกันได้ เพราะบางครั้งระบบโรงพยาบาลใหญ่และทันสมัยในเมือง ก็ไม่ได้ช่วยให้การดูแลสุขภาพของประชาชนดีขึ้น สู้ใช้วิธีให้ประชาชนช่วยดูแลสุขภาพของประชาชนด้วยกันเองภายในชุมชนไม่ได้

           หมอประเวศยกตัวอย่าง การใช้ อสม. หรืออาสาสมัครสาธารณสุข ใช้ หมออนามัย เข้าไปดูแล หรือส่งเสริมให้มี นักสุขภาพครอบครัว (นสค.) เกิดขึ้นในทุกชุมชนหมู่บ้าน ถือเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างใกล้ชิดและได้ผล

           "ผมขอยกตัวอย่าง นักสุขภาพครอบครัว ที่โนนสมบูรณ์ จังหวัดอุดรธานี เขาจะรู้ว่าทั้งตำบลที่ตนดูแลอยู่ ชาวบ้านแต่ละคนมีน้ำหนักตัวเท่าไร มีรอบเอวกี่นิ้ว มีปริมาณน้ำตาลในเลือดกี่มากน้อย เรียกว่านักสุขภาพครอบครัวที่นั่น ลงพื้นที่คลุกคลีกับชาวบ้าน จนรู้หมดว่าสุขภาพของทุกคนในหมู่บ้านและตำบลนั้นเป็นอย่างไร"

           "จะเห็นว่า แม้แต่ชุมชนคนในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ หรือประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา ก็ยังไม่มีระบบดีๆแบบนี้ พวกสหรัฐฯที่มาดูงานที่โนนสมบูรณ์ ยังชมว่าเป็นการจัดระบบดูแลสุขภาพของกันและกันที่ดีมาก"

           คุณหมอประเวศบอกว่า นอกจากทำให้ชุมชนเข้มแข็ง และมีระบบการดูแลสุขภาพของคนในชุมชนที่ดี อีกส่วนที่ควรจะมี ก็คือ ตลาดขายตรง

"เป็นลักษณะตลาดที่ผู้บริโภคในแต่ละชุมชน สามารถซื้อสินค้าจากผู้ผลิตได้ในราคาที่ไม่ต้องผ่านคนกลาง ผู้ผลิตผลิตสินค้าปลอดสารพิษออกมาขายโดยตรง โดยอาจส่งเสริมให้มีบริษัททางสังคมขนาดเล็ก หรือ Small Social Enterprise ขึ้นมา เพื่อเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตอาหารที่ปลอดภัย กับผู้บริโภคที่ต้องการบริโภคแต่อาหารปลอดพิษ"

นพ.ประเวศบอกว่า พลังแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นเป็นจริงได้ หรือไม่ ขึ้นอยู่ที่ผู้บริโภคและระบบคุ้มครองผู้บริโภคเป็นสำคัญ

"นอกจากต้องให้คนไทยได้เรียนรู้หรือรู้เท่าทัน จนสามารถวิเคราะห์ ข้อมูลข่าวสาร หรือโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อไม่ให้ถูกล้างสมองกันทั้งประเทศแล้ว สื่อต่างๆที่มีอยู่ในสังคมก็ควรจะทำตัวให้เป็นสื่อที่สร้างสรรค์ด้วย"

การจะให้สื่อโฆษณาทั้งหลาย ไม่ทำตัวเป็นมหามุสาวาท หรือพูดโกหกคำโตในสิ่งที่ทำให้ผู้คนหลงผิด หรือเสื่อมถอยจากสติปัญญา อ.ประเวศบอกว่า ต้องสร้างจิตสำนึกอย่างมากให้ผู้ที่ทำหน้าที่สื่อในทุกแขนง เน้นสื่อสารเฉพาะแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน

หมอประเวศยกตัวอย่าง กรณีโฆษณาน้ำเมายี่ห้อหนึ่งในอดีต ผู้คิดสื่อโฆษณาแค่ใช้คำพูดเพียงไม่กี่คำว่า "ความสุขที่คุณดื่มได้" แต่สามารถปลุกเร้าอย่างได้ผล ทำให้ผู้ฟังหรือชมโฆษณานั้นยิ่งรู้สึกอยากบริโภค อย่างนี้ถือว่าเป็นสื่อไม่สร้างสรรค์ต่อผู้บริโภค เป็นต้น

เป็นที่ทราบดี ทุกวันนี้ปัญหาการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคมีทั้งความหลากหลาย และซับซ้อนมากขึ้น ลำพังผู้บริโภคที่ถูกรังแก จะหวังไปพึ่งหน่วยงานภาครัฐที่งานล้นมือ อย่าง อย. หรือ สคบ.คงเป็นไปได้ยาก เพราะเต็มไปด้วยข้อจำกัด

หลายภาคส่วนในสังคมจึงเห็นพ้องกันว่า การมี กฎหมายองค์การอิสระขึ้นมาให้การคุ้มครองผู้บริโภค นอกเหนือจากหน่วยงานของรัฐที่ดูแลปัญหาดังกล่าว น่าจะช่วยให้การทำงานด้านคุ้มครองผู้บริโภค มีความครอบคลุมยิ่งขึ้น เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากขึ้น และองค์การอิสระสามารถทำงานได้อย่างเป็นอิสระมากกว่าหน่วยงานในระบบราชการ

ดังนั้น เมื่อปี 2552 จึงมีความพยายามที่จะจัดทำ ร่าง พ.ร.บ.องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ....ขึ้นตามมาตรา 61 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550

        ซึ่งตามมาตรา 61 กำหนดให้ดำเนินการจัดทำกฎหมายองค์การอิสระคุ้มครองผู้บริโภคขึ้นภายในเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

        แต่จนป่านนี้เวลาผ่านมาเกือบ 4 ปี กฎหมายที่ว่า ก็ยังไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จ

       บทบาทหน้าที่หลักขององค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการจัดตั้ง แม้คณะกรรมการในองค์กรจะมีความเป็นอิสระในการบริหารจากทุน การเมือง และระบบราชการ แต่ยังคงร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐในการคุ้มครองผู้บริโภค

        ดังนั้น งบประมาณที่ได้รับจากรัฐจึงต้องเป็นอิสระ โดยร่างกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้รัฐบาลออกเงินสนับสนุนให้องค์การดังกล่าว ไม่น้อยกว่า 3 บาทต่อหัวประชากร และมีทุนประเดิมที่รัฐบาลต้องจ่ายอุดหนุนให้ในจำนวนที่เพียงพอแก่การดำเนิน งาน

        องค์การอิสระดังว่า ตามร่างกฎหมายฯกำหนดให้มีคณะกรรมการจำนวน 15 คน โดย 8 คนคัดเลือกมาจากผู้แทนองค์กรผู้บริโภคต่างๆ