คคบ. ลงดาบผู้ประกอบธุรกิจละเมิดสิทธิผู้บริโภค เรียกเงินคืนกว่า 1,600,000 บาท

23 พ.ค. 2566

วันอังคารที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๖ เวลา ๑๓.๐๐ น. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
(นายอนุชา นาคาศัย) ประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) ครั้งที่ ๔/๒๕๖๖ ณ ห้องประชุม ๓๐๑ ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพมหานคร 
  จากการประชุม ได้มีมติให้ดำเนินคดีกับผู้ประกอบธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ จำนวน ๓ เรื่อง (จะซื้อจะขายห้องชุด และปรับปรุงบ้าน) และดำเนินคดีกับผู้ประกอบธุรกิจด้านสินค้าและบริการทั่วไป จำนวน ๑๔ เรื่อง (เช่าซื้อรถยนต์ สมัครเข้าค่ายฝึกอาชีพ ซื้อบริการเสริมความงาม ซื้อทัวร์เกาหลี ซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ซื้อแพ็กเกจทรีตเมนต์ ซื้อคอร์สบริการ Active Beauty ศัลยกรรมเสริมความงาม ซื้อรายการ
นำเที่ยว จองรถยนต์ใช้แล้ว บริการซ่อมเครื่องอบผ้า สั่งซื้อประตูไม้สัก สั่งซื้อลู่วิ่ง สั่งซื้อบ้านแมว) รายละเอียด ดังนี้ 
  ดำเนินคดีกับผู้ประกอบธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ จำนวน ๓ เรื่อง
๑. กรณีผู้บริโภคได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับบริษัทแห่งหนึ่ง อาคาร A ในราคา ๓,๑๐๐,๐๐๐ บาท ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงห้องชุด เป็นอาคาร C คงเหลือราคา ๑,๔๙๑,๐๐๐ บาท 
ผู้บริโภคได้ชำระเงินไปแล้วทั้งสิ้นจำนวน ๔๙๖,๐๐๐ บาท ต่อมาบริษัทฯ ได้มีการปรับเปลี่ยนเจ้าของโครงการรายใหม่ และแจ้งว่าราคาห้องชุดมีการปรับราคาสูงขึ้นกว่า ๑,๔๙๑,๐๐๐ บาท และไม่โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้บริโภค เมื่อบริษัทฯ ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ผู้บริโภคได้จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้ประกอบการ เพื่อบังคับให้คืนเงิน จำนวน ๔๙๖,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย
๒. กรณีผู้บริโภคได้ทำสัญญาว่าจ้างผู้รับจ้างในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ให้ปรับปรุงบ้าน โดยไม่มีสัญญาว่าจ้าง และได้ชำระเงินไปแล้วทั้งสิ้นจำนวน ๑๗๙,๙๒๐ บาท ต่อมาผู้รับจ้าง
ไม่ดำเนินการก่อสร้างตามสัญญา ดำเนินการไม่แล้วเสร็จและทิ้งงานไป ผู้บริโภคได้ทวงถามให้ไปดำเนินการตลอดมาแต่ไม่เข้ามาดำเนินการให้แล้วเสร็จ โดยผู้รับจ้างตกลงรับว่าจะคืนเงินในส่วนงานฉาบภายในและภายนอกที่ยังไม่ได้ดำเนินการให้ โดยหักค่าดำเนินการทั้งสิ้นจำนวน ๑๐,๘๑๕ บาท คงเหลือเงินที่จะคืนแก่ผู้บริโภคจำนวน ๕๖,๖๘๕ บาท เมื่อไม่คืนเงินจึงเป็นการผิดสัญญาและละเมิดสิทธิของผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้ประกอบการ เพื่อบังคับให้คืนเงิน จำนวน ๕๖,๖๘๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย
๓. กรณีผู้บริโภคได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับบริษัทแห่งหนึ่ง ราคา ๑,๘๖๕,๘๗๗ บาท 
ได้ชำระเงินจอง ๕,๐๐๐ บาท เงินทำสัญญา ๑๕๕,๐๐๐ บาท และเงินดาวน์จำนวน ๔๐๓,๒๐๐ บาท รวมเป็นเงินที่ชำระไปทั้งหมดจำนวน ๔๔๓,๒๐๐ บาท ต่อมาบริษัทฯ มีหนังสือแจ้งขอขยายเวลาโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ Covid-19 เป็นเหตุให้แผนการดำเนินการก่อสร้างล่าช้า และพบว่าบริษัทฯ ยังไม่ได้มีการเริ่มก่อสร้างโครงการจึงคาดหมายได้ว่า บริษัทฯ จะไม่สามารถก่อสร้างห้องชุดให้เสร็จ
ได้ตามสัญญา ผู้บริโภคจึงมีความประสงค์ขอยกเลิกสัญญาและขอเงินที่ได้ชำระไปแล้วคืน มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้ประกอบการ เพื่อบังคับให้คืนเงิน จำนวน ๔๔๓,๒๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

  ดำเนินคดีกับผู้ประกอบธุรกิจด้านสินค้าและบริการ รวมจำนวน ๑๔ เรื่อง
๑. กรณีผู้บริโภคได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ กับบริษัทแห่งหนึ่ง กำหนด
ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อจำนวน ๔๘ งวด งวดละ ๘,๙๖๒ บาท ได้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่บริษัทฯ ดังกล่าวไปแล้ว 
รวมเป็นค่าเช่าซื้อ ๔๓๐,๑๗๖ บาท และค่างวดที่ ๔๔ ถึงงวดที่ ๔๘ (งวดสุดท้าย) จำนวน ๔๔,๘๑๐ บาท ผู้บริโภคได้ชำระเงินให้แก่บริษัทฯ ไปทั้งสิ้น จำนวน ๔๕๙,๒๐๙ บาท ซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อจะต้องชำระ ๔๓๐,๑๗๖ บาท ถือว่าผู้บริโภคชำระเงินเกินกว่าสัญญา จำนวน ๒๙,๓๓๓ บาท และจากใบเสร็จรับเงินลงวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๖๔ ระบุว่าชำระค่างวด ๔๕ ถึง ๔๘ (ปิดบัญชี) เป็นจำนวนเงิน ๑๑,๗๗๖ บาท อีกทั้งผู้บริโภคได้ชำระค่าเช่าซื้อให้บริษัทฯ ครบถ้วนแล้วตั้งแต่งวดที่ ๔๔-๔๘ จำนวน ๕ งวด เป็นเงิน ๔๔,๘๑๐ บาท 
ถือว่าผู้บริโภคได้ชำระเงินค่างวดเกินกว่าที่สัญญากำหนด จำนวน ๑๑,๗๗๖ บาท บริษัทฯ จึงต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าว เมื่อบริษัทฯ ไม่จดทะเบียนรถยนต์เป็นชื่อผู้บริโภค ไม่ส่งมอบสมุดคู่มือจดทะเบียน ไม่ชำระ
เบี้ยปรับวันละ ๑๙๘.๘๒ บาท และไม่คืนเงินค่างวดที่ผู้บริโภคชำระเกินกว่าที่สัญญากำหนด จึงถือเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้ประกอบการ เพื่อบังคับให้ผู้ประกอบการ
จดทะเบียนรถยนต์ให้เป็นชื่อของผู้บริโภค พร้อมส่งมอบสมุดคู่มือจดทะเบียน หากไม่ดำเนินการขอให้ใช้
คำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา และให้ชำระเบี้ยปรับวันละ ๑๙๘.๘๒ บาท ตั้งแต่วันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๔ เป็นต้นไป จนกว่าจะดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์ให้เป็นชื่อของผู้บริโภค และให้คืนเงินค่างวด
ที่ชำระไป จำนวน ๑๑,๗๗๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย
๒. กรณีผู้บริโภคได้สมัครเข้าร่วมค่าย Dc Master เพื่อฝึกอาชีพให้แก่บุตรชาย กับบริษัทแห่งหนึ่ง จำนวน ๒ อาชีพ เป็นเงินจำนวน ๒๔,๐๐๐ บาท โดยมีกำหนดฝึกอาชีพ Graphic Designer
ในเดือนมีนาคม ๒๕๖๓ และอาชีพ Animator ในเดือนตุลาคม ๒๕๖๓ แต่เนื่องจากสถานการณ์การ
แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ Covid-19 จึงไม่สามารถจัดกิจกรรมทั้ง ๒ อาชีพได้ตามสัญญา แต่เมื่อสถานการณ์ดังกล่าวได้ทุเลาลง และสามารถกลับมาดำเนินการจัดค่ายฝึกอาชีพได้ตามปกติ บริษัทไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญา ปล่อยให้ระยะเวลาล่วงเลยไปเกินกว่า ๑๔ เดือน ผู้บริโภคจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและขอคืนเงินที่ชำระไปแล้วทั้งหมด แต่บริษัทฯ ยังไม่ได้คืนเงินให้จึงเป็นการกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนิน
คดีแพ่งแก่ผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหาย จำนวน ๒๔,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย
๓. กรณีผู้บริโภคซื้อบริการเสริมความงามกับบริษัทแห่งหนึ่ง ราคา ๑๒๐,๐๐๐ บาท 
โดยเป็นคอร์สคีเฟอร์ (ถอดผิวกาย) จำนวน ๒ ครั้ง ผู้บริโภคใช้บริการจำนวน ๑ ครั้ง เหลืออีกจำนวน ๑ ครั้ง และทรีตเมนต์แอนนา ๓๐ ครั้ง ผู้บริโภคใช้บริการจำนวน ๑ ครั้ง เหลือจำนวน ๒๙ ครั้ง ทรีตเมนต์คลีโอโกลด์ จำนวน ๓๐ ครั้ง โดยมีระยะเวลาเข้าใช้บริการจำนวน ๓ ปี ต่อมาผู้บริโภคเข้ารับบริการถอดผิวกายคีเฟอร์ ในขณะที่ใช้มือจับของอ่างอาบน้ำปรากฏว่ามือจับของอ่างอาบน้ำหลุด ทำให้เหล็กที่เกี่ยวมือจับขูดแขนบริเวณข้อศอกจนถึงกระดูกอ่อนและเป็นรอยแผลเป็น ผู้บริโภคไม่ได้รับการช่วยเหลือจากเหตุการณ์ดังกล่าว อีกทั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ Covid-19 ทำให้บริษัทฯ ต้องปิดกิจการที่สาขาสาทร ซึ่งผู้บริโภคไม่สะดวกใช้บริการที่สาขาอื่น จึงมีความประสงค์ขอยกเลิกสัญญาและให้บริษัทฯ คืนเงินเต็มจำนวน มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อให้คืนเงินให้แก่ผู้บริโภคตามสัดส่วนที่ยังไม่ได้ให้บริการเป็นเงิน จำนวน ๑๑๖,๑๒๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย
๔. กรณีผู้บริโภคกรมการท่องเที่ยวได้ส่งเรื่องร้องทุกข์ของผู้บริโภคจำนวนหลายรายกรณี
ซื้อรายการนำเที่ยว "เกาหลี ซุปตาร์...ซากุระ ซุปปี้ดูววว ๕ วัน ๓ คืน” กับบริษัทแห่งหนี่ง ราคา ๑๖,๘๘๘ บาท เดินทางระหว่างวันที่ ๑๙ – ๒๓ เมษายน ๒๕๖๓ แต่เนื่องจากเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ Covid-19 ผู้บริโภคไม่สามารถเดินทางได้ กรณีดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่บริษัทฯ ไม่สามารถปฏิบัติให้เป็นไปตามสัญญาได้ จึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินที่ได้รับชำระไว้ให้แก่ผู้บริโภคทั้งหมด เมื่อบริษัทฯ เพิกเฉยไม่ดำเนินการคืนเงินให้จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและกระทำการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่บริษัทฯ เพื่อบังคับให้คืนเงินให้แก่ผู้บริโภค ๑๖,๘๘๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย รวมถึงผู้มีอำนาจลงนามจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดตามที่เห็นสมควร
๕. กรณีผู้บริโภคซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ราคา ๒๐๐,๐๐๐ บาท กับบริษัทแห่งหนึ่ง
ซึ่งผู้บริโภคพยายามปฏิเสธหลายครั้ง แต่พนักงานบริษัทฯ นำบัตรเครดิตของผู้บริโภคไปใช้ ซึ่งในใบเสร็จไม่ได้ระบุชื่อผู้บริโภคและไม่ได้ลงลายมือชื่อในใบเสร็จ ประกอบกับผู้บริโภคไม่ได้นำสินค้ากลับ จึงเห็นว่ากรณีดังกล่าวไม่เป็นธรรม และผลิตภัณฑ์มีราคาสูงจนเกินไปจึงมีความประสงค์ขอยกเลิกสัญญาและขอให้คืนเงิน
ที่ชำระไปแล้วทั้งหมด ซี่งได้มีการทำบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความ เป็นเหตุทำให้ข้อเรียกร้องที่เคย
มีต่อกันต่างระงับสิ้นไป ปรากฏว่า เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ ที่ผ่านมา ผู้บริโภคได้โทรศัพท์ติดต่อมายัง สคบ. แจ้งว่าบริษัทฯ ไม่ชำระเงินงวดแรก จำนวน ๖๐,๐๐๐ บาท ตามกำหนดที่ระบุไว้ จึงเป็นการผิดนัดตั้งแต่งวดแรก จึงรับฟังได้ว่าบริษัทฯ เป็นฝ่ายผิดสัญญาและละเมิดสิทธิของผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้ประกอบการ เพื่อบังคับให้คืนเงินจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย
ซื้อบริการแพ็กเกจทรีตเมนต์ จำนวน ๓๖ ครั้ง กับสถานเสริมความงามแห่งหนึ่งในราคา ๑๓,๐๐๐ บาท และ ๖. ซื้อบริการแพ็กเกจมาร์คหน้าทองคำ ราคา ๖,๙๐๐ บาท โดยใช้บริการแล้วบางส่วน 
รวมเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น ๓๒,๙๐๐ บาท ต่อมาผู้บริโภคประสงค์จะเข้าใช้บริการแต่ไม่สามารถติดต่อคลินิกได้เนื่องจากคลินิกย้ายไม่ทราบที่อยู่ใหม่ เมื่อสถานเสริมความงามได้รับเงินค่าบริการจากผู้บริโภคครบถ้วนแต่ไม่สามารถให้บริการตามสัญญา จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและละเมิดสิทธิผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่บริษัทฯ เพื่อบังคับให้คืนเงินจำนวน ๑๓,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย รวมถึงผู้มีอำนาจลงนามจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดตามที่เห็นสมควร
 ๗. กรณีผู้บริโภคได้ซื้อคอร์สบริการ Active Beauty กับบริษัทแห่งหนึ่ง โดยประสงค์
ใช้บริการที่สาขาเดอะมอลล์ ท่าพระ ในราคา ๖,๐๐๐ บาท สามารถเข้าใช้บริการได้ จำนวน ๑๐ ครั้ง ผู้บริโภคเข้าใช้บริการแล้ว ๑ ครั้ง และคงเหลือใช้บริการ จำนวน ๙ ครั้ง ต่อมาสาขาดังกล่าวปิดกิจการจึงแจ้ง
ขอยกเลิกสัญญาและขอให้บริษัทฯ คืนเงินในส่วนที่ยังไม่ได้ใช้บริการ เมื่อบริษัทฯ ได้รับเงินค่าบริการครบถ้วน แต่ภายหลังไม่สามารถให้บริการได้ตามสัญญา จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและละเมิดสิทธิของผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อบังคับให้คืนเงินจำนวน ๕,๔๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย รวมถึงผู้มีอำนาจลงนามจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดตามที่เห็นสมควร
 ๘. กรณีผู้บริโภคจำนวน ๒ ราย ได้แจ้งว่าพบโฆษณาของสถานเสริมความงาม ดำเนินการ
โดยบริษัทแห่งหนึ่ง โดยผู้บริโภคทั้ง ๒ ราย ได้เข้ารับบริการศัลยกรรมเสริมความงามจมูก ต่อมาพบว่า จมูกเบี้ยว ซิลิโคนเอียงจนเห็นได้อย่างชัดเจน จึงแจ้งไปยังสถานเสริมความงามฯ โดยแพทย์ฯ แจ้งว่าไม่เบี้ยวแต่ยังมีอาการบวม ให้รอไปก่อน ผู้บริโภคจึงมีความประสงค์ให้คลินิกฯ รับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้น เมื่อบริษัทฯ ไม่สามารถปฏิบัติตามคำโฆษณาอันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาบริการศัลยกรรมเสริมความงาม รวมถึงแพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม กระทำการผ่าตัดศัลยกรรมจมูกตามสัญญา โดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งแพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพ โดยทั่วไปแล้วต้องมีวิสัยและพฤติการณ์ ที่ต้องมีความระมัดระวังตามสมควรแก่กรณี มติที่ประชุม เห็นควรดำเนินคดีแพ่งแก่
ผู้ประกอบธุรกิจ และแพทย์ผู้ทำการรักษา เป็นผู้มีผลประโยชน์ร่วมกัน ให้คืนเงินและชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาศัลยกรรมเสริมความงามแก่ผู้บริโภคจำนวน ๒ ราย รวมเป็นเงิน ๑๔๖,๐๒๖ บาทพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย
๙. กรณีผู้บริโภคได้ซื้อรายการนำเที่ยวกับบริษัทแห่งหนึ่ง จำนวน ๒ คน ชำระเงินมัดจำ ๕๐% เป็นเงินจำนวน ๒๔,๙๐๐ บาท แต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ Covid-19 ทำให้ไม่สามารถเดินทางได้ จึงขอยกเลิกการเดินทาง และประสงค์ขอเงินที่ชำระทั้งหมดคืน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า บริษัทฯ ไม่สามารถให้บริการตามสัญญา เพราะเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ จึงต้องคืนเงินมัดจำที่ได้รับชำระไว้ให้แก่ผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้ประกอบธุรกิจ