คคบ. ฟ้องคดีแพ่งผู้ประกอบธุรกิจ เรียกเงินคืนกว่า 1.2 ล้านบาท

18 ก.ค. 2566

                   วันอังคารที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๖ เวลา ๑๓.๐๐ น. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายอนุชา  นาคาศัย) ประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) ครั้งที่ ๕/๒๕๖๖ ณ ห้องประชุม ๓๐๒ ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพมหานคร

                   จากการประชุมได้มีมติให้ดำเนินคดีกับผู้ประกอบธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ จำนวน ๔ เรื่อง  (ว่าจ้างก่อสร้างกำแพง ซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซื้อขายห้องชุด จ้างออกแบบติดตั้งตู้) และดำเนินคดีกับผู้ประกอบธุรกิจด้านสินค้าและบริการทั่วไป จำนวน ๒๐ เรื่อง (สั่งซื้อรองเท้าผ่านเฟซบุ๊กไม่เป็นไปตามที่สั่ง สั่งซื้อเครื่องยนต์ใช้แล้วไม่ตรงตามที่ใช้งาน จ้างบริษัทดำเนินการขอหนังสือเดินทาง ซื้อคอร์สเสริมความงาม ซื้อคอร์สเรียนเปียโน ซื้อรายการนำเที่ยว ซื้อคอร์สเรียนภาษา บริการร้านทำผม จ้างถอดเทปบันทึกเสียงจ้างพนักงานดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วย จ้างจัดงานแต่งงาน สมัครเรียนขับรถยนต์ ซื้อคอร์สอาหารกล่องแบบคลีน ซื้อประกันภัยรถยนต์ สั่งทำโต๊ะอาหารไม้สัก ซื้อคอร์สไฮฟู) รายละเอียด ดังนี้

                   ดำเนินคดีกับผู้ประกอบธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ จำนวน ๔ เรื่อง

๑.        กรณีผู้บริโภคได้ทำสัญญาว่าจ้างก่อสร้างกำแพงกันดิน รั้วประตู และถมดิน โดยตกลงค่าจ้างจำนวน ๑๕๐,๐๐๐ บาท กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จภายใน ๑ เดือนนับแต่วันทำสัญญา แต่ผู้รับจ้างทำงานไม่แล้วเสร็จ และผู้บริโภคได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาขอให้คืนเงินจำนวน ๒๗๕,๐๐๐ บาท  ต่อมาทั้งสองได้ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันโดยระบุว่าผู้รับจ้างจะคืนเงินให้จำนวน ๗๕,๐๐๐ บาท โดยการโอนเงินเข้าบัญชีชื่อของผู้บริโภคจำนวน ๓ งวด แต่ปรากฏว่าผู้รับจ้างไม่ได้ชำระเงินให้แต่อย่างใดตั้งแต่งวดแรก จากพฤติการณ์ดังกล่าวเห็นว่าผู้รับจ้างมีเจตนาเอาเปรียบให้ผู้บริโภคเสียหายและเป็นการกระทำที่มีเจตนาเอาเปรียบโดยไม่เป็นธรรม หรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้ประกอบการ เพื่อบังคับให้คืนเงิน ๗๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย  และเสนอเรื่องต่อศาลเพื่อสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้น  จากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดตามที่เห็นสมควร

๒.    กรณีผู้บริโภคได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นบ้านเดี่ยว ๒ ชั้น ภายหลังจากเข้าอยู่อาศัยปรากฏว่า ผนังเสาหน้าบ้าน ประตูห้องเก็บของและคาน มีการแตกร้าวและทรุดตัวอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคจึงได้ว่าจ้างช่างให้ทำการประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น  เป็นเงินจำนวน๒๑๙,๑๓๖ บาท รวมถึงค่าเสียหายที่ได้ว่าจ้างวิศวกรตรวจสอบหาสาเหตุเป็นเงินจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท เมื่อผู้บริโภค
ให้ช่างตรวจสอบพบว่าปัญหาดังกล่าวเกิดจากผนังไม่มีคานรองรับและส่วนที่เป็นคานเกิดการทรุดตัว เห็นว่าเป็นการ
ก่อสร้างไม่ถูกต้องและเป็นอันตราย จึงมีความประสงค์ให้บริษัทฯ รับผิดชอบซ่อมแซมแก้ไขปัญหาดังกล่าว ต่อมา สคบ.  มีหนังสือแจ้งข้อเท็จจริงและรายงานการตรวจสอบบ้านของผู้บริโภคพร้อมความประสงค์ของผู้บริโภคให้บริษัทฯ ทราบ ปรากฏว่าบริษัทฯ มิได้ชี้แจงหรือโต้แย้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด และเพิกเฉยที่จะซ่อมแซมแก้ไขบ้านแก่ผู้บริโภค บริษัทฯ จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา อีกทั้ง การกระทำของบริษัทฯ จึงเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่บริษัท เพื่อบังคับให้ดำเนินการแก้ไขซ่อมแซมบ้านและชดใช้ค่าเสียหายจากการว่าจ้างวิศวกรตรวจสอบความเสียหาย เป็นเงินจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย หากไม่สามารถดำเนินการแก้ไขซ่อมแซมบ้านได้ ให้ชดใช้ค่าเสียหายตามราคาประเมินความเสียหายเป็นเงินจำนวน ๒๑๙,๑๓๖ บาท และค่าว่าจ้างวิศวกรตรวจสอบความเสียหายบ้าน เป็นเงินจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

 

๓.       กรณีผู้บริโภคทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับบริษัทแห่งหนึ่ง ในราคา ๓,๘๘๐,๐๐๐ บาท กำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด ภายในเดือนธันวาคม ๒๕๖๓ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ผู้บริโภคได้เข้าตรวจห้องชุดตามนัด พบว่าโครงการฯ ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จทั้งภายในและภายนอกอาคารตามสัญญา ได้แก่ อาคารที่จอดรถอัตโนมัติไม่แล้วเสร็จ ตัวอาคารชุดยังไม่เรียบร้อยและยังมีช่างทำงานอยู่ แต่เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๓ บริษัทฯ ได้โฆษณาบนเว็บไซต์ว่าโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่ตรงกับความจริง ผู้บริโภคจึงได้แจ้งบอกเลิกสัญญาและขอเงินคืน บริษัทฯ จึงต้องคืนเงินที่ผู้บริโภคชำระไปแล้วทั้งหมด เมื่อบริษัทฯ  ไม่คืนเงินให้แก่ผู้บริโภค การกระทำของบริษัทฯ จึงเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่บริษัท เพื่อบังคับให้คืนเงิน ๓๘๐,๖๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

๔.   กรณีผู้บริโภคได้ว่าจ้างผู้รับจ้างโดยไม่มีการทำสัญญาว่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร ผ่านเพจเฟซบุ๊กให้ออกแบบและติดตั้งตู้วางทีวี ในราคา ๑๗,๕๐๐ บาท และได้ทำการวางเงินมัดจำจำนวน ๘,๕๐๐ บาทด้วยวิธีการโอนเงินเข้าบัญชีของผู้รับจ้าง จากการโอนเงินดังกล่าวถือว่าเป็นคำเสนอและคำสนองระหว่างผู้บริโภคและผู้รับจ้างถูกต้องตรงกัน ซึ่งผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องทำงานที่ได้รับว่าจ้างให้สำเร็จภายในระยะเวลา  แต่ปรากฏว่าไม่สามารถติดต่อผู้รับจ้างได้ ทำให้ได้รับความเสียหาย ผู้บริโภคจึงมีความประสงค์ขอให้ผู้รับจ้างคืนเงินที่ได้ชำระไปทั้งหมด เมื่อไม่ดำเนินการจึงถือว่าผู้รับจ้างทำงานไม่แล้วเสร็จ เป็นฝ่ายผิดสัญญา มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้รับจ้าง เพื่อบังคับให้คืนเงิน ,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย และเสนอเรื่องต่อศาลเพื่อสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้น  จากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดตามที่เห็นสมควร

 

ดำเนินคดีกับผู้ประกอบธุรกิจด้านสินค้าและบริการ รวมจำนวน ๒๐ เรื่อง

๑.       กรณีผู้บริโภคสั่งซื้อรองเท้าแตะรัดส้น ยี่ห้อ Camel ราคา ๑๙๙ บาท กับร้านจำหน่ายสินค้าแฟชั่นผ่านเฟซบุ๊ก ผู้บริโภคได้ชำระเงินให้แก่ผู้ขายครบถ้วนแล้ว โดยการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ต่อมาผู้บริโภคได้รับสินค้าและได้ตรวจสอบสินค้าแล้วปรากฏว่า ผู้ขายได้ส่งรองเท้าแตะสีดำขนาดเล็ก ๑ คู่ ไม่เป็นไปตามข้อตกลงจึงมีความประสงค์ขอให้คืนเงินให้แก่ผู้บริโภคทั้งหมด แต่ผู้ขายเพิกเฉย จึงเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค  มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้ขาย เพื่อบังคับให้คืนเงิน ๑๙๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย และเสนอเรื่องต่อศาลเพื่อสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้น  จากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดตามที่เห็นสมควร

๒.       กรณีผู้บริโภคโดยผู้รับมอบอำนาจแทนได้สั่งซื้อเครื่องยนต์ใช้แล้ว ราคา ๖๐,๐๐๐ บาท กับผู้ขายผ่านเฟซบุ๊ก ได้ชำระเงิน จำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท โดยการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารและผู้ขายได้ออกหลักฐานการรับเงิน ฉบับลงวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๖ ให้แก่ผู้บริโภค โดยระบุชื่อกรรมการผู้จัดการ ต่อมาผู้บริโภคพบว่าเครื่องยนต์ดังกล่าวไม่ตรงกับเครื่องยนต์ที่ผู้บริโภคใช้งาน จึงแจ้งยกเลิกสัญญาและให้ผู้ขายตกลงคืนเงินให้ แต่ปรากฏว่าผู้ขายไม่ได้คืนเงินให้แก่ผู้บริโภคแต่อย่างใดและไม่สามารถติดต่อได้ จึงเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค  มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้ขาย เพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหาย จำนวน ๓๐,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

๓.    กรณีผู้บริโภคว่าจ้างบริษัทแห่งหนึ่งจัดทำเอกสารเพื่อขอวีซ่าเชงเก้นประเทศเยอรมนี จำนวน ๒ คน ราคาคนละ ๙,๗๐๐ บาท  รวมเป็นเงินจำนวน ๑๙,๔๐๐ บาท แต่ปรากฏว่าวีซ่าไม่ผ่าน ๑ คน เนื่องจากขาดเอกสารสำคัญ จึงเห็นว่าบริษัทฯ มิได้ตรวจสอบเอกสารให้แก่ผู้บริโภคครบถ้วนสมบูรณ์เป็นเหตุทำให้สถานทูตปฏิเสธเอกสารของผู้บริโภคซึ่งเป็นคนจีน แม้บริษัทฯ จะได้ใช้ความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์  แต่ก็ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่สถานทูตกำหนดไว้แต่อย่างใด สัญญาบริการดังกล่าวจึงเป็นสัญญาจ้าง ที่บริษัทฯ ไม่สามารถให้บริการผู้บริโภคได้ตามสัญญาและไม่คืนเงินแก่ผู้บริโภค จึงมีความประสงค์ขอคืนเงินแต่บริษัทฯ ปฏิเสธ จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและละเมิดสิทธิผู้บริโภคผู้บริโภค  มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่บริษัท เพื่อให้คืนเงินให้แก่ผู้บริโภค จำนวน ๙,๗๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

๔.   กรณีผู้บริโภคได้ซื้อคอร์สเสริมความงามกับสถานเสริมความงาม ดำเนินการโดยบริษัทแห่งหนึ่ง จำนวน ๔ ครั้ง เป็นเงินจำนวน ๓๐,๕๐๐ บาท ซึ่งผู้บริโภคได้ใช้บริการไปแล้วบางส่วน ต่อมาปรากฏว่าสถานเสริมความงามปิดกิจการและไม่สามารถติดต่อได้ เป็นเหตุทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถเข้าใช้บริการตามสัญญา และสามารถใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้ จึงมีความประสงค์ขอคืนเงินในส่วนที่ยังไม่ได้ใช้บริการ บริษัทฯ จึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินในส่วนที่ผู้บริโภคยังไม่ได้ใช้บริการ  มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่บริษัทฯ เพื่อบังคับให้คืนเงินให้แก่ผู้บริโภค จำนวน ,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

๕.      กรณีผู้บริโภคได้ซื้อคอร์สเรียนเปียโนกับโรงเรียนสอนดนตรีแห่งหนึ่ง โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร จำนวน ๗,๐๐๐ บาท จากกรณีดังกล่าวเป็นการทำสัญญาบริการ อันเป็นสัญญาจ้างทำของและเป็นสัญญาต่างตอบแทนอย่างหนึ่ง  โดยมีเงื่อนไขว่าโรงเรียนฯ จะส่งครูมาสอนที่บ้าน แต่ครูผู้สอนผิดนัดสอน ไม่มีความรับผิดชอบในการทำงาน ผู้บริโภคจึงมีความประสงค์ขอคืนเงินในส่วนที่ยังไม่ได้ใช้บริการกรณีดังกล่าว โรงเรียนจึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินในส่วนที่ผู้บริโภคยังไม่ได้ใช้บริการ มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่โรงเรียน
เพื่อบังคับให้คืนเงินจำนวน ๕
,๘๔๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

๖.               ผู้บริโภคซื้อรายการนำเที่ยวกับบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งประกอบธุรกิจนำเที่ยว จำนวน ๓ คน ชำระเงินจำนวน ๑๔,๙๙๗ บาท เดินทางวันที่ ๑๔ – ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๓ ต่อมาเกิดปัญหาน้ำท่วมที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (covid 19) ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจเลื่อนการเดินทางเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น  ผู้บริโภคจึงติดต่อไปยังผู้ประกอบธุรกิจอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๕ เพื่อสอบถามการเดินทาง ได้รับแจ้งว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจำนวน ๓,๐๐๐ บาท กำหนดเดินทางระหว่างวันที่ ๒๘ – ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๕ แต่ไม่สามารถให้บริการผู้บริโภคได้และบ่ายเบี่ยงที่จะคืนเงิน ผู้บริโภคจึงมีความประสงค์ขอคืนเงิน เมื่อเห็นว่าบริษัทฯ ไม่สามารถให้บริการผู้บริโภคได้ตามสัญญาและไม่คืนเงินแก่ผู้บริโภค จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและละเมิดสิทธิผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่บริษัทฯ เพื่อบังคับให้คืนเงินจำนวน ๑๗,๙๙๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย และเสนอเรื่องต่อศาลเพื่อสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดตามที่เห็นสมควร

๗.       กรณีผู้บริโภคได้ว่าจ้างผู้รับจ้างให้ดำเนินการขอหนังสือเดินทางเพื่อเดินทางไปประเทศอังกฤษ รวมเป็นเงิน ๕๔,๕๐๐ บาท กรณีดังกล่าวผู้บริโภคได้ว่าจ้างผู้รับจ้างเป็นผู้ดำเนินการยื่นเอกสารเพื่อจัดทำพาสปอร์ต (Passport) ให้แก่บุตรของผู้บริโภคจำนวน ๒ ราย ซึ่งผู้บริโภคได้ชำระเงินค่าบริการจัดทำ ค่าธรรมเนียม และค่าถ่ายเอกสาร เป็นเงินจำนวน ๒๔,๐๐๐ บาท และได้ชำระเงินค่าดำเนินการเพิ่มเติมอีก๓ ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๖๖,๕๐๐ บาท จากการว่าจ้างจึงเป็นสัญญาจ้างทำของและเป็นสัญญาต่างตอบแทนอย่างหนึ่ง  เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการดำเนินการไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด จึงต้องคืนเงินที่ได้รับชำระไว้ทั้งหมดคืนให้แก่ผู้บริโภค  มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้รับจ้าง  เพื่อบังคับให้คืนเงินจำนวน ๖๖,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย 

๘.       กรณีผู้รับมอบอำนาจแทนผู้บริโภค ได้ยื่นหนังสือร้องทุกข์กับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค จำนวน ๕ ราย กรณีไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการซื้อคอร์สเรียนภาษากับสถาบันสอนภาษา ดำเนินการโดยบริษัทแห่งหนึ่ง ต่อมาเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (covid 19) จึงได้หยุดตามประกาศของกรุงเทพมหานคร และได้ปิดกิจการโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทำให้บริษัทฯ ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้และบริษัทฯ ดังกล่าวได้จดทะเบียนเลิกบริษัท ต่อมา ในฐานะผู้ชำระบัญชีแทนบริษัทฯ ต้องจัดการใช้หนี้ให้แล้วเสร็จ ประกอบกับบริษัทฯ ดังกล่าวได้มีการปิดกิจการและย้ายออกจากสถานที่ทำการ โดยไม่มีการแจ้งให้ผู้บริโภคได้รับทราบแต่อย่างใด จึงเป็นการกระทำโดยไม่เป็นธรรมและละเมิดสิทธิของผู้บริโภค  มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแกบริษัท เพื่อบังคับให้คืนเงินให้แก่ผู้บริโภคทั้ง ๕ ราย เป็นเงินจำนวน ๑๐๙,๑๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย และเสนอเรื่องต่อศาลเพื่อสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดตามที่เห็นสมควร

๙.   กรณีผู้บริโภคได้เข้ารับบริการ ยืด ฟอก และดัดผมในวันเดียวกัน กับร้านทำผมแห่งหนึ่ง ซึ่งช่างแจ้งว่าสามารถทำได้ เป็นจำนวนเงิน ๕,๕๕๐ บาท โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ปรากฏว่าหลังเข้ารับบริการ ช่างได้ลงสีผิด จำนวน ๑ ครั้ง นัดแก้รอบสอง สีไม่ตรงตามต้องการ หลังจากทำสีผมกลับมาสระผม พบว่า ผมเสีย ชอร์ต ผมเด้ง โคนหัก หยาบกระด้าง จึงประสานกับร้านฯ เพื่อแจ้งความเสียงหายดังกล่าว ร้านจึงแก้ไขด้วยการเคลือบสีผมให้ แต่การเคลือบสีผมคือการแก้ไขไม่ตรงจุด เนื่องจากสระผม จำนวน ๓ ครั้ง สีเคลือบผมหลุดผมกลับมาสภาพเดิม จึงมีการประสานร้านฯ อีกครั้งเพื่อขอเงินคืน แต่เจ้าของร้านฯ ปฏิเสธ ผู้บริโภคจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้จากการผิดสัญญาดังกล่าว ซึ่งความเสียหายที่สามารถเรียกร้องได้นั้น ต้องเป็นความเสียหายที่แท้จริงและมีเอกสารหลักฐานที่ชัดเจน มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้ประกอบการ เพื่อบังคับให้คืนเงินจำนวน ๑๓,๘๙๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

๑๐.  กรณีผู้บริโภคในนามสํานักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจําประเทศไทย โดยผู้รับมอบอำนาจ ว่าจ้างบริษัทแห่งหนึ่ง ให้ทําการถอดเทปบันทึกเสียงความยาว ๓๗ ชั่วโมง ราคาชั่วโมงละ ๓,๐๐๐ บาท รวมทั้งสิ้นเป็นจํานวนเงิน ๑๑๑,๐๐๐ บาท ภายหลังบริษัทฯ ส่งมอบงานมีความบกพร่องหลายประการ เป็นเหตุให้ไม่สามารถนําไปใช้งานได้ จึงได้แจ้งให้ทําการแก้ไขงานหลายครั้ง แต่ก็ยังพบข้อบกพร่องผิดพลาดหลายประการ เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหาย จึงขอความเป็นธรรม มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่บริษัท เพื่อบังคับให้คืนเงินจำนวน ๕๙,๓๘๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

๑๑. กรณีผู้บริโภคได้ว่าจ้างบริษัทแห่งหนึ่ง เพื่อดูแลมารดา โดยชำระค่าจ้างล่วงหน้า ๑ เดือน ๒๓,๐๐๐ บาท และเงินมัดจำ ๕,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น ๒๘,๐๐๐ บาท บริษัทฯ ได้จัดส่งพนักงานมาดูแลได้ ๗ วัน ต่อมามารดาผู้บริโภคเสียชีวิต จึงขอเงินที่ชำระล่วงหน้าและเงินมัดจำคืน แต่บริษัทฯ ปฏิเสธเมื่อบริษัทฯ ไม่คืนจำนวนดังกล่าวจึงเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค จึงขอความเป็นธรรม  มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้บริษัท เพื่อบังคับให้ร่วมกันคืนเงินจำนวน ๒๒,๖๓๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

๑๒. กรณีผู้บริโภคได้ทำสัญญาจองซื้อรถยนต์ กับที่ปรึกษาการขายของบริษัทแห่งหนึ่ง จำนวน ๕,๐๐๐ บาท และโอนเงินเงินส่วนหนึ่งและค่าอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติมหลายครั้ง รวมเป็นเงิน ๙๕,๘๑๕ บาท ใบเสร็จรับเงินออกในนามของบริษัท ภายหลังตรวจสอบพบว่าที่ปรึกษาการขายนำเงินเข้าบัญชีบริษัทฯ เป็นเงินจำนวนเพียง ๒,๐๐๐ บาท เท่านั้น ซึ่งในการทำสัญญาจองซื้อและชำระเงิน จำนวนรวม ๙๕,๘๑๕ บาท ที่ปรึกษาการขายได้กระทำในฐานะตัวแทนบริษัท เพื่อให้เชื่อใจและเข้าทำสัญญาและชำระเงินจำนวนดังกล่าว รวมทั้งได้ออกใบเสร็จรับเงินในนามบริษัท แม้ภายหลังจะตรวจสอบพบว่าที่ปรึกษาการขายนำเงินเข้าบัญชีเพียง ๒,๐๐๐ บาทเป็นเรื่องที่บริษัทต้องไปว่ากล่าวเอากับที่ปรึกษาการขายซึ่งเป็นพนักงาน เมื่อนำเหตุดังกล่าวมากล่าวอ้างเพื่อปฏิเสธความเสียหายจึงไม่สามารถทำได้  มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่บริษัท เพื่อบังคับให้ร่วมกันคืนเงินจำนวน ๙๓,๘๑๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

๑๓. กรณีผู้บริโภคว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดแห่งหนึ่งจัดหาพนักงานดูแลผู้ป่วยสูงอายุ ค่าจ้างเดือนละ ๑๗,๐๐๐ บาท ชำระเงินมัดจำล่วงหน้า ๑๐,๐๐๐ บาท และค่าบริการจัดส่ง ๔,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๑๔,๐๐๐ บาท ต่อมาผู้บริโภคขอยกเลิกสัญญาและขอคืนเงินมัดจำ ๑๐,๐๐๐ บาท คืน ซึ่งห้างหุ้นส่วนจำกัดได้คืนเงินให้ผู้บริโภค ๒,๐๐๐ บาท และไม่สามารถติดต่อได้ ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ห้างหุ้นส่วนฯ ยังคงค้างเงินมัดจำจำนวน ๘,๐๐๐ บาท และเพิกเฉยไม่คืนเงินจำนวนดังกล่าวเรื่อยมา จึงเป็นการกระทำผิดสัญญาและกระทำละเมิดสิทธิของผู้บริโภค  มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด เพื่อบังคับให้ร่วมกันคืนเงินจำนวน ๘,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย  และเสนอเรื่องต่อศาลเพื่อสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดตามที่เห็นสมควร

๑๔.  กรณีผู้บริโภคว่าจ้างผู้รับจ้างจัดงานแต่งงาน เป็นเงิน ๙๙,๙๐๐ บาท มีกำหนดจัดงานเป็นเวลาแน่นอนโดยให้ดำเนินการจัดงานเลี้ยงเย็น ขบวนขันหมาก ช่างภาพ วงดนตรี ตกแต่งสถานที่ อาหารโต๊ะจีน เมื่อถึงกำหนดวันแต่งงานดังกล่าว ปรากฏว่ามีการเตรียมอุปกรณ์ในการจัดงานไม่ครบถ้วนตามที่ตกลงกัน และผู้รับจ้างเพิกเฉยไม่ดำเนินการรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น กรณีดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย  ซึ่งผู้รับจ้างมีหน้าที่ดำเนินการจัดงานแต่งงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามสัญญาที่ตกลงกัน ปรากฏว่า ผู้รับจ้างได้รับเงินค่าจ้างไปครบถ้วนแล้ว แต่ไม่สามารถจัดงานให้ตามที่ตกลงจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ผู้บริโภคจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ได้แก่ ค่าสินไหมทดแทนเพื่อเป็นค่าเสียหายโดยตรงจากการผิดสัญญาดังกล่าว  มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้ว่าจ้าง เพื่อบังคับให้ร่วมกันคืนเงินจำนวน ๕๗,๖๗๙ บาทพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย  และเสนอเรื่องต่อศาลเพื่อสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจ จ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดตามที่เห็นสมควร

๑๕.     กรณีผู้บริโภคได้ว่าจ้างจัดงานแต่งงานกับผู้รับจ้าง เป็นเงิน ๒๒,๙๐๐ บาท มีกำหนดจัดงานเป็นเวลาแน่นอนโดยให้ดำเนินการจัดงานเลี้ยงเย็น ขบวนขันหมาก ช่างภาพ วงดนตรี ตกแต่งสถานที่ อาหารโต๊ะจีน เมื่อถึงกำหนดวันแต่งงานดังกล่าว ปรากฏว่ามีการเตรียมอุปกรณ์ในการจัดงานไม่ครบถ้วนตามที่ตกลงกัน และผู้รับจ้างเพิกเฉยไม่ดำเนินการรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น กรณีดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย  ซึ่งผู้รับจ้างมีหน้าที่ดำเนินการจัดงานแต่งงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์  จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ผู้บริโภคจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ได้แก่ ค่าสินไหมทดแทนเพื่อเป็นค่าเสียหายโดยตรงจากการผิดสัญญาดังกล่าว  มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้รับจ้าง เพื่อบังคับให้ร่วมกันคืนเงินจำนวน ๑๐,๗๒๒ บาทพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย  และเสนอเรื่องต่อศาลเพื่อสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจ จ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดตามที่เห็นสมควร

๑๖.    กรณีผู้บริโภคทำสัญญาสมัครเรียนขับรถยนต์กับบริษัทแห่งหนึ่ง หลักสูตร ๑๕ ชั่วโมง พร้อมอบรมและสอบใบอนุญาตขับขี่ กับบริษัทแห่งหนึ่ง ตกลงกำหนดระยะเวลาตามสัญญาไว้เป็นที่แน่นอนแล้ว เป็นเงินจำนวน ๕,๕๐๐ บาท ปรากฏว่าเมื่อใกล้ถึงวันเริ่มเรียน ผู้บริโภคไม่สามารถติดต่อบริษัทได้ จึงแสดงเจตนาขอยกเลิกสัญญาและขอคืนเงิน เมื่อบริษัทตกลงที่จะคืนเงินจำนวนดังกล่าวแต่ไม่คืนเงิน  จึงเป็นการกระทำที่ผิดสัญญาและละเมิดสิทธิของผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่บริษัท เพื่อบังคับให้ร่วมกันคืนเงินจำนวน ๕,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

๑๗.    กรณีผู้บริโภคจำนวน รวม ๘ ราย  สั่งซื้อคอร์สอาหารกล่องแบบคลีน ผ่านแอปพลิเคชันเพจเฟซบุ๊ก ชำระเงินโดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารผู้ประกอบธุรกิจ จำนวน ๒ ราย ซึ่งการกระทำดังกล่าวมีลักษณะเป็นการประกอบธุรกิจร่วมกันและมีผลประโยชน์ร่วมกันโดยรับเงินค่าอาหารครบถ้วนแล้ว แต่จัดส่งอาหารให้กับผู้บริโภคไม่ครบจำนวน ไม่จัดส่งอาหารและจัดส่งไม่ตรงตามสัญญา โดยผู้บริโภคแต่ละรายมีความประสงค์ขอให้คืนเงินในส่วนที่ชำระไปแล้วแต่ไม่ได้รับอาหาร จึงเป็นการกระทำที่ผิดสัญญาและละเมิดสิทธิของผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อบังคับให้ร่วมกันคืนเงินให้ผู้บริโภคแต่ละราย พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย และเสนอเรื่องต่อศาลเพื่อสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจ จ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดตามที่เห็นสมควร

๑๘.    กรณีผู้บริโภคซื้อประกันภัยรถยนต์ กับบริษัทแห่งหนึ่ง จำนวน ๑๗,๗๐๕.๖๓ บาท ต่อมารถยนต์เกิดอุบัติเหตุ ผู้บริโภคจึงติดต่อบริษัทประกัน เพื่อให้รับผิดชอบแต่ได้รับแจ้งว่า ไม่พบข้อมูลการทำประกันภัย ทำให้ผู้บริโภคต้องชดเชยความเสียหายให้กับคู่กรณี จำนวน ๕,๐๐๐ บาท และต้องนำรถยนต์ไปประเมินราคาทำสี จำนวน ๕,๕๐๐ บาท และค่ากันชนหน้า ๓,๕๐๐ บาท ต่อมาผู้บริโภคติดต่อบริษัท เพื่อให้รับผิดชอบความเสียหาย แต่ไม่ได้รับคำตอบ กรณีดังกล่าว บริษัทที่รับซื้อประกันมิได้เป็นตัวแทนหรือนายหน้าในการขายประกันของบริษัทประกันภัยที่ได้รับใบอนุญาตที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่กลับแสดงให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าเป็นตัวแทน สามารถทำสัญญาประกันภัยได้แสดงให้เห็นเจตนาและพฤติการณ์ของผู้ถูกร้อง เป็นการหลอกลวงผู้บริโภค และจงใจทำให้ได้รับความเสียหาย เอาเปรียบผู้บริโภค อีกทั้งเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจที่ไว้วางใจของประชาชน จึงเป็นการกระทำที่ผิดสัญญาและละเมิดสิทธิของผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่บริษัทรวมถึงกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพัน  เพื่อบังคับให้ร่วมกันคืนเงินจำนวน ๓๘,๖๖๖.๗๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย และเสนอเรื่องต่อศาลเพื่อสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจ จ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดตามที่เห็นสมควร

๑๙.          กรณีผู้บริโภคได้สั่งทำโต๊ะอาหารไม้สัก จำนวน ๑ ตัว ราคา ๔๑,๐๐๐ บาท และสตูลวางเท้า จำนวน ๑ ตัว ราคา ๔,๐๐๐ บาท  จากร้านจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์แห่งหนึ่งผ่านเพจเฟซบุ๊ก โดยจ่ายค่ามัดจำงวดแรก ผ่านระบบ internet banking จำนวน ๒๒,๕๐๐ บาท ต่อมาผู้บริโภคได้รับสินค้า  จึงชำระเงินส่วนที่เหลืออีกจำนวน ๒๒,๕๐๐ บาท  ภายหลังใช้งานไปประมาณเดือนกว่า โต๊ะเกิดการแตกร้าว จึงต้องการขอเงินคืนจำนวน ๔๑,๐๐๐ บาท จากการส่งมอบโต๊ะและหน้าโต๊ะอาหารเกิดแตกร้าวบริเวณขอบภายในระยะเวลาไม่ถึง ๒ เดือน ซึ่งเป็นการชำรุดบกพร่องที่ไม่อาจเห็นได้ในเวลาส่งมอบ ถือได้ว่าความชำรุดบกพร่องนั้นเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมในการใช้ประโยชน์ตามปกติ จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้ประกอบธุรกิจ  เพื่อบังคับให้ร่วมกันคืนเงินจำนวน ๔๑,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

๒๐.  กรณีผู้บริโภคได้ซื้อคอร์สไฮฟูกับบริษัทแห่งหนึ่ง  มีโปรโมชั่น ๑ แถม ๑ ในราคา ๑,๙๙๙ บาท จึงได้สั่งซื้อ E-voucher คอร์สไฮฟู จำนวน ๒ ใบ รวมเป็นเงิน ๓,๙๙๘ บาท โดยแอดมินแจ้งว่า หลังจากกดยอมรับจะสามารถจองคิวและนำภาพคำสั่งซื้อไปแสดงกับเจ้าหน้าที่เพื่อเข้าใช้บริการที่สาขา  ต่อมาปรากฏว่าสาขาดังกล่าวปิดกิจการ ผู้บริโภคจึงความประสงค์ให้บริษัทคืนเงิน เมื่อบริษัทไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้จึงถือว่าเป็นฝ่ายผิดสัญญาและละเมิดสิทธิผู้บริโภค  มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่บริษัทรวมถึงผู้ถือหุ้นเพื่อบังคับให้ร่วมกันคืนเงินจำนวน ๓,๙๙๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย และเสนอเรื่องต่อศาลเพื่อสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจ จ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดตามที่เห็นสมควร

 

     ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ครั้งที่ ๕/๒๕๖๖ ได้มีการดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้ประกอบธุรกิจที่ละเมิดสิทธิผู้บริโภค รวมจำนวน ๒๔ ราย โดยบังคับให้ผู้ประกอบธุรกิจคืนเงินให้แก่ผู้บริโภค เป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น ,๒๙๗,๓๖๕.๗๑ บาท (หนึ่งล้านสองแสนเก้าหมื่นเจ็ดพันสามร้อยหกสิบห้าบาทเจ็ดสิบเอ็ดสตางค์) พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายและเสนอเรื่องต่อศาลเพื่อสั่งให้บริษัทดังกล่าว รวมถึง ผู้มีอำนาจลงนามจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดตามที่เห็นสมควร