คคบ. ลงดาบผู้ประกอบธุรกิจเรียกเงินคืนกว่า 3,000,000 บาท

31 ต.ค. 2565

วันจันทร์ที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๕ เวลา ๑๓.๓๐ น. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
(นายอนุชา นาคาศัย) ประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) ครั้งที่ ๙/๒๕๖๕ ณ ห้องประชุม ๑๐๘ อรรถไกวัลวที สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพมหานคร 

        จากการประชุม ได้มีมติให้ดำเนินคดีกับผู้ประกอบธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ จำนวน ๗ เรื่อง  (ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด สัญญาว่าจ้างก่อสร้างบ้าน และให้นิติบุคคลซ่อมแซมห้องชุดและชำระค่าเสียหายทรัพย์สิน) ธุรกิจด้านสินค้าและบริการทั่วไป จำนวน ๕ เรื่อง (ไม่ได้รับโซฟาตามที่กำหนด จัดส่งพนักงานดูแลผู้ป่วย ซื้อชุดแพ็กเกจใช้บริการซักผ้า จัดหาพนักงานแม่บ้าน และซื้อตั๋วโดยสารเครื่องบิน) รายละเอียด ดังนี้ 

        ดำเนินคดีกับผู้ประกอบธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์  จำนวน ๗ เรื่อง

  1. กรณีผู้บริโภคได้ทำสัญญารับโอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดของบริษัทแห่งหนึ่ง เป็นเงินจำนวน ๑๒๐,๐๐๐ บาท โดยชำระเป็นเงินจอง ๒๐,๐๐๐ บาท เงินทำสัญญา ๔๕,๐๐๐ บาท และเงินดาวน์ จำนวน ๒๓๓,๙๐๐ บาท และบริษัทฯ มีข้อตกลงว่า หากผู้บริโภคไม่ผ่านการอนุมัติสินเชื่อ
    จากสถาบันการเงิน บริษัทฯ ยินดีคืนเงินทั้งหมด ต่อมาผู้บริโภคไม่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อ พนักงานบริษัทฯ แจ้งว่าจะคืนเงินให้แก่ผู้บริโภคจำนวน ๖๐,๐๐๐ บาท ซึ่งผู้บริโภคเห็นว่าไม่เป็นไปตามที่ตกลงไว้
    กรณีที่ผู้บริโภคไม่สามารถรับสิทธิตามสัญญาได้ กรณีดังกล่าว บริษัทฯ จึงมีสิทธิริบเงินจองและเงินทำสัญญา ส่วนเงินดาวน์จำนวน ๒๑๘,๗๐๐ บาท ต้องคืนให้กับผู้บริโภค เมื่อบริษัทฯ ไม่คืนเงินดังกล่าวถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้ประกอบธุรกิจฯ เพื่อบังคับให้คืนเงิน จำนวน ๒๑๘,๗๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย 

  2. กรณีผู้บริโภคได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด กับบริษัทแห่งหนึ่ง ราคา ๑,๗๕๐,๐๐๐ บาท ชำระเงินจอง ๕,๙๐๐ บาท  เงินทำสัญญา ๑๐๐,๐๐๐ บาท และเงินดาวน์ ๕๘๕,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงินที่ชำระ
    ไปแล้วทั้งสิ้น ๖๙๐,๙๐๐ บาท แต่บริษัทฯ ก่อสร้างห้องชุดล่าช้าและพบว่าห้องชุดไม่เรียบร้อยไม่สามารถรับโอน
    กรรมสิทธิ์ได้ ต่อมาผู้บริโภคได้ทำบันทึกข้อตกลงฝากขายห้องชุดกับบริษัทฯ โดยตกลงให้บริษัทฯ นำห้องชุดดังกล่าว
    ออกขายให้แก่บุคคลภายนอกและโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุคคลภายใน ๑ ปี แต่เมื่อครบกำหนด ๑ ปี ตามบันทึกข้อตกลงฝากขาย  ปรากฏว่าบริษัทฯ ไม่มีการคืนเงินให้แก่ผู้บริโภค จึงขอความเป็นธรรม มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้ประกอบธุรกิจฯ เพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหาย จำนวน ๖๙๐,๙๐๐ บาท  พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย


  1. กรณีผู้บริโภคได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับบริษัทแห่งหนึ่ง จำนวน ๒ ห้อง โดยห้องชุด
    ที่ ๑ ราคา ๑,๐๘๐,๐๐๐.๒๒ บาท  ห้องชุดที่ ๒ ราคา ๑,๐๘๐,๐๐๐.๒๒ บาท ซึ่งบริษัทฯ จะมอบรายการของแถมทองคำแท่งหนัก ๑ บาท จำนวน ๑ แท่ง ต่อห้องให้หลังจากที่ผู้บริโภครับโอนกรรมสิทธิ์ภายใน ๓๐ วัน และจะมอบเครื่องปรับอากาศขนาด ๙,๐๐๐ บีทียู หลังจากที่ผู้บริโภครับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดจำนวนห้องละ ๑ เครื่อง ต่อมาผู้บริโภคได้ทำสัญญาซื้อขายห้องชุดจำนวน ๒ ห้อง และรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแล้ว แต่บริษัทฯ ไม่ดำเนินการมอบทองคำแท่งและเครื่องปรับอากาศให้แก่ผู้บริโภคตามที่ระบุไว้ในเอกสารแนบท้ายสัญญา การกระทำของบริษัทฯ จึงเป็นการผิดสัญญาและละเมิดสิทธิผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่
    ผู้ประกอบธุรกิจฯ เพื่อให้ส่งมอบเครื่องปรับอากาศขนาด ๙,๐๐๐ บีทียูจำนวน ๒ เครื่อง และทองคำแท่งน้ำหนัก ๒ บาท ให้แก่ผู้บริโภค หากบริษัทฯ ไม่สามารถส่งมอบเครื่องปรับอากาศ ขนาด ๙,๐๐๐ บีทียู จำนวน
    ๒ เครื่องได้ ให้ชำระราคาเครื่องปรับอากาศ ขนาด ๙,๐๐๐ บีทียู เครื่องละจำนวน ๑๑,๐๐๐ บาท จำนวน
    ๒ เครื่อง เป็นเงินจำนวน ๒๒,๐๐๐ บาท และชำระราคาทองคำแท่งรวมน้ำหนัก ๒ บาท ตามประกาศราคาทองคำของสมาคมค้าทองคำ ณ วันดำเนินคดี พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

  2. กรณีผู้บริโภคได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับบริษัทแห่งหนึ่ง ในราคา ๒,๔๒๐,๐๐๐ บาท  กำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดภายในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ได้ชำระเงินจอง ๑๐,๐๐๐ บาท เงินทำสัญญา ๔๐,๐๐๐ บาท และเงินดาวน์ ๕๒๑,๘๙๐ บาท รวมเป็นเงินทั้งหมด ๕๗๑,๘๙๐ บาท ต่อมาผู้บริโภค
    ได้ยื่นขออนุมัติสินเชื่อกับสถาบันการเงิน แต่ปรากฏว่าไม่ได้รับอนุมัติสินเชื่อและไม่สามารถรับโอนกรรมสิทธิ์ตามนัด จึงมีความประสงค์ให้บริษัทฯ คืนเงินที่ชำระไปแล้วทั้งหมด กรณีดังกล่าว บริษัทฯ มีสิทธิริบเงินจองและเงินทำสัญญา ๕๐,๐๐๐ บาท ส่วนเงินดาวน์ ๕๒๑,๘๙๐ บาท บริษัทฯ ต้องคืนให้แก่ผู้บริโภค  เมื่อบริษัทฯ ไม่คืนเงินดาวน์ให้
    การกระทำของบริษัทฯ จึงเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้ประกอบธุรกิจฯ เพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหาย จำนวน ๕๒๑,๘๙๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย 

  3. กรณีผู้บริโภคได้ทำสัญญาว่าจ้างก่อสร้างบ้านกับบริษัทแห่งหนึ่ง ในราคา ๑,๕๕๐,๐๐๐ บาท ระยะเวลาก่อสร้างและส่งมอบงาน ๓๖๕ วัน นับจากวันเริ่มดำเนินการงานตอกเสาเข็ม (เริ่มหลังจากได้รับอนุญาตก่อสร้าง) ได้ชำระเงินให้กับบริษัทฯ แล้ว งวดที่ ๑ เป็นค่าดำเนินการ วางมัดจำ ผังบริเวณ เตรียมวัสดุ จำนวน ๒๓๒,๕๐๐ บาท โดยตกลงให้บริษัทฯ เป็นผู้ดำเนินการยื่นขออนุญาตก่อสร้างกับสำนักงานเขต แต่ปรากฏว่าสำนักงานเขตฯ แจ้งว่าไม่อนุญาตให้ทำการก่อสร้าง เนื่องจากแผนผังแบบแปลนและรายการคำนวณไม่ถูกต้อง  ผู้บริโภคจึงมีความประสงค์ให้บริษัทฯ คืนเงินที่ชำระไปแล้วทั้งหมด โดยสำนักงานเขตได้มีคำสั่งแจ้งให้บริษัทฯ แก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนผังบริเวณแบบแปลน รายการประกอบแบบแปลน หรือรายการคำนวณให้ถูกต้องภายในระยะเวลา
    ที่กำหนด แต่บริษัทฯ มิได้ดำเนินการแก้ไขให้แล้วเสร็จ เป็นเหตุให้สำนักงานเขตมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ก่อสร้าง กรณีนี้ถือว่าบริษัทฯ เป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงต้องคืนเงินที่ผู้บริโภคได้ชำระไปแล้วทั้งหมด เมื่อบริษัทฯ เสนอคืนเงินให้               
    ผู้บริโภคเพียงจำนวน ๑๒๔,๐๐๐ บาท การกระทำของบริษัทฯ จึงเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้ประกอบธุรกิจฯ เพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหาย จำนวน ๒๓๒,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย
    ตามกฎหมาย 

  1. กรณีผู้บริโภคได้รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดในโครงการกับบริษัทแห่งหนึ่ง  ต่อมาพบว่า
    มีน้ำซึมตามผนังห้อง วอลเปเปอร์ ห้องนอน พื้นกระเบื้องห้องครัว จึงแจ้งนิติบุคคลอาคารชุดตรวจสอบ
    แต่ไม่ได้รับการแก้ไข ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถอยู่อาศัยได้ ต้องย้ายไปเช่าห้องพักอื่น และเมื่อกลับเข้ามา
    อยู่อาศัยอีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าท่อน้ำทิ้งได้เสียหายอีกครั้ง ทำให้ห้องชุดได้รับความเสียหายเป็นครั้งที่ ๒ หลังจากนั้นผู้บริโภคและนิติบุคคลฯ จึงมีข้อพิพาทต่อกัน โดยนิติบุคคลได้ฟ้องเรียกค่าส่วนกลางจากผู้บริโภคและได้มีการไกล่เกลี่ยต่อศาลว่า หากผู้บริโภคชำระค่าส่วนกลางจะดำเนินการแจ้งเคลมประกันภัย ผู้บริโภค
    จึงได้ชำระค่าส่วนกลางและขอให้นิติบุคคลฯ รับผิดชอบความเสียหายกรณีท่อน้ำแตก ทรัพย์สินในห้อง ซึ่งกรณีท่อน้ำประปาส่วนกลางแตกทำให้มีน้ำซึมตามผนังห้องและทรัพย์สินภายในห้องได้รับความเสียหาย จึงอยู่
    ในความรับผิดชอบของนิติบุคคลฯ แต่กลับปล่อยปละละเลยหรืองดเว้นกระทำการ หลังจากได้รับแจ้ง  ผู้บริโภคจึงว่าจ้างบุคคลภายนอกให้ประเมินเป็นเงิน ๒๘๙,๘๗๓.๑๓ บาท ซึ่งเป็นค่าเสียหายที่เป็นผลโดยตรงมาจากท่อน้ำประปาแตก ซึ่งนิติบุคคลฯ ต้องรับผิดในความเสียหายดังกล่าว แต่เมื่อนิติบุคคลฯ ปฏิเสธ
    จึงถือเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่นิติบุคคลอาคารชุด เพื่อบังคับให้ ดำเนินการซ่อมแซมแก้ไขห้องชุดและทรัพย์สินภายในห้องชุด หากไม่สามารถดำเนินการแก้ไขได้
    ให้นิติบุคคลอาคารชุด ชำระค่าเสียหายจำนวน ๒๘๙,๘๗๓.๑๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย 

  2. กรณีผู้บริโภคได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดโครงการ กับบริษัทแห่งหนึ่ง ราคา ๒,๒๖๕,๖๐๐ บาท โดยชำระเงินจอง ๑๐,๐๐๐ บาท เงินทำสัญญา ๗๕,๕๒๐ บาท เงินดาวน์ ๖๑๕,๒๐๐ บาท
    รวมเป็นเงินจำนวน ๗๐๐,๗๒๐ บาท แต่ผู้บริโภคไม่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงิน บริษัทฯ
    ได้เสนอให้ผู้บริโภคทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดใหม่ (ฉบับที่ ๒) ผ่อนชำระ ๒๓ งวดๆ ละ ๒๕,๐๐๐ บาท ผู้บริโภคได้ผ่อนชำระไปจำนวน ๓๒๓,๔๐๐ บาท ต่อมาได้รับผลกระทบจากโรคระบาดโควิดถูกลดเงินเดือน
    ทำให้ไม่สามารถผ่อนชำระเงินดาวน์ได้ บริษัทฯ จึงบอกเลิกสัญญา ผู้บริโภคมีความประสงค์ขอเงินที่ได้ชำระ
    ไปแล้วทั้งหมดคืน และเมื่อพิจารณาเงินจองและเงินทำสัญญาที่ผู้บริโภคได้ชำระไปแล้วของทั้งสองสัญญา
    เป็นเงินจำนวน ๔๘๘,๑๒๐ บาท เทียบกับราคาห้องชุดตามสัญญาฉบับที่สอง ซึ่งระบุราคาจำนวน ๒,๐๓๖,๑๔๔ บาท ที่ได้ชำระเงินมัดจำไว้จำนวน ๔๘๘,๑๒๐ บาท คิดเป็นร้อยละ ๒๓.๙๗ ของราคาที่ดิน หรือประมาณ ๑ ใน ๔ ของราคาห้องชุด จึงถือเป็นการชำระเงินมัดจำที่สูงเกินส่วนตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยข้อสัญญา
    ที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐ ประกอบกับบริษัทฯ มิได้แสดงพยานหลักฐานนำสืบถึงความเสียหายที่แท้จริงว่าเสียหายเพียงใด บริษัทฯ จึงต้องคืนเงินดาวน์ ๕๖๑,๐๐๐ บาท และเงินทำสัญญาจำนวน ๔๘๘,๑๒๐ บาท
    รวมเป็นเงินทั้งหมด ๑,๐๔๙,๑๒๐ บาท ให้ผู้บริโภค เมื่อบริษัทฯ ไม่คืนเงิน  ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้ประกอบธุรกิจฯ เพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหาย โดยคืน
    เงินดาวน์จำนวน ๕๖๑,๐๐๐ บาท และเงินทำสัญญาจำนวน ๔๘๘,๑๒๐ บาท รวมเป็นเงินทั้งหมดจำนวน ๑,๐๔๙,๑๒๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย 

ดำเนินคดีกับผู้ประกอบธุรกิจด้านสินค้าและบริการ รวมจำนวน ๕ เรื่อง

  1. กรณีผู้บริโภคได้สั่งซื้อโซฟารีไคลเนอร์ ๓ ที่นั่ง ปรับระดับเอนนอนได้ จากบริษัทแห่งหนึ่ง  ราคา ๒๙,๐๐๐ บาท ชำระเงินมัดจำ ๑๐,๐๐๐ บาท ต่อมาบริษัทฯ เลื่อนกำหนดวันส่งมอบสินค้า ผู้บริโภคจึงขอเงินมัดจำคืน แต่บริษัทฯ คืนให้ ๒,๐๐๐ บาท จึงขอความเป็นธรรม ต่อมาคู่กรณีทั้งสองฝ่ายตกลงทำสัญญาประนีประนอม
    ยอมความ โดยบริษัทฯ ตกลงคืนเงิน ๘,๐๐๐ บาท แบ่งชำระ ๔ งวด ๆ ละ ๒,๐๐๐ บาท ชำระทุกวันที่ ๑ ของทุกเดือน เมื่อถึงกำหนดงวดแรก บริษัทฯ มิได้ชำระตามกำหนดเวลาจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ และเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค  มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่บริษัทฯ เพื่อบังคับให้คืนเงินให้แก่ผู้บริโภค จำนวน ๘,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย   

  2. กรณีผู้บริโภคได้ทำสัญญาว่าจ้างจัดหาพนักงานดูแลผู้ป่วยกับห้างหุ้นส่วนจำกัดแห่งหนึ่ง ค่าจ้างเดือนละ ๑๘,๐๐๐ บาท ชำระเงินมัดจำล่วงหน้า ๑๘,๐๐๐ บาท และค่าบริการ ๓,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๒๑,๐๐๐ บาท ต่อมาห้างฯ ได้จัดส่งพนักงานดูแลผู้ป่วยมาปฏิบัติงานที่บ้านของผู้บริโภค และปรากฏว่าในเวลาต่อมาผู้ป่วยเสียชีวิต ผู้บริโภคจึงติดต่อห้างฯ เพื่อขอมัดจำล่วงหน้าคืน จำนวน ๑๘,๐๐๐ บาท แต่ได้รับการปฏิเสธ จึงขอความเป็นธรรม มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่ห้างหุ้นส่วนฯ หุ้นส่วนผู้จัดการฯ เพื่อบังคับ
    ให้ร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินจำนวน ๑๘,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

  3. กรณีผู้บริโภคทำสัญญาซื้อแพ็กเกจการใช้บริการซักผ้าและส่งของกับบริษัทแห่งหนึ่ง
    ซึ่งมีล็อกเกอร์ตั้งอยู่ภายในคอนโดฯ ที่อยู่อาศัยของผู้ร้อง โดยผู้ร้องได้ชำระเงินทำสัญญาการซื้อแพ็กเกจดังกล่าว ด้วยการเติมเครดิตเป็นเงินจำนวน ๘,๕๖๐ บาท และ ๘,๒๑๗.๖๐ บาท รวมเป็นเงิน ๑๑,๔๐๐.๓๑ บาท ต่อมาบริษัทฯ แห่งนี้ได้ค้างค่าบริการรายเดือนที่ทำสัญญากับนิติบุคคลอาคารชุดฯ หลายเดือน นิติบุคคลอาคารชุดฯ จึงยกเลิกสัญญาติดตั้งล็อกเกอร์ของบริษัทฯ ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถใช้บริการซักผ้าและส่งของต่อไปได้ จึงแจ้งขอยกเลิกสัญญาและขอให้บริษัทฯ คืนเงินที่ยังไม่ได้ใช้บริการจำนวน ๑๑,๔๐๐.๓๑ บาท
    แต่ได้รับการปฏิเสธ จึงเป็นการผิดสัญญาและละเมิดสิทธิของผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่บริษัทฯ เพื่อบังคับให้คืนเงินจำนวน ๑๑,๔๐๐.๓๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย 

  4. กรณีผู้บริโภคได้ทำสัญญาว่าจ้างให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดแห่งหนึ่ง จัดหาพนักงานแม่บ้าน
    มาให้บริการที่บ้านของผู้บริโภค โดยในวันดังกล่าวห้างหุ้นส่วนฯ ได้จัดส่งพนักงานมาให้และผู้บริโภคได้ชำระเงินให้แก่หุ้นส่วนผู้จัดการ ได้แก่ ค่าบริการจัดหาพนักงานจำนวน ๒,๐๐๐ บาท และเงินมัดจำจำนวน ๑๑,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงินจำนวน ๑๓,๐๐๐ บาท ต่อมาพนักงานขอลาออก จึงติดต่อห้างหุ้นส่วนฯ ให้จัดส่งพนักงานคนใหม่
    ไปปฏิบัติงานที่บ้านแทน แต่ห้างหุ้นส่วนฯ ไม่ได้จัดหาพนักงานคนใหม่ไปให้ จึงได้ติดต่อไปทางโทรศัพท์และแอปพลิเคชันไลน์ แจ้งขอยกเลิกสัญญาและขอให้คืนเงินจำนวน ๑๑,๐๐๐ บาท แต่ถูกเพิกเฉย การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด และหุ้นส่วนผู้จัดการ
    ห้างฯ เพื่อบังคับให้คืนเงินจำนวน ๑๑,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย 

  1. กรณีผู้บริโภคได้ซื้อตั๋วโดยสารเครื่องบินกับสายการบินแห่งหนึ่ง เพื่อเดินทางไปลอนดอน-ดูไบ-กรุงเทพฯ เป็นจำนวนเงิน ๒,๓๓๗.๒๙ ปอนด์สเตอร์ลิง และผู้บริโภคได้ใช้ตั๋วโดยสารเครื่องบินเที่ยวไปเส้นทาง
    ลอนดอน-ดูไบ-กรุงเทพฯ แล้ว ต่อมาสายการบินฯ ได้มีการเปลี่ยนแปลงวันเดินทางของตั๋วโดยสารเครื่องบินเที่ยวกลับเส้นทางกรุงเทพฯ-ดูไบ ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถเดินทางตามที่สายการบินฯ กำหนดได้ เนื่องจากเที่ยวบินเส้นทางดูไบ-ลอนดอน เป็นการออกเดินทางก่อนที่เที่ยวบินเส้นทางกรุงเทพฯ-ดูไบ จะเดินทางไปถึง
    ที่หมาย ทั้งนี้ สายการบินฯ จึงคืนเงินให้แก่ผู้บริโภค จำนวน ๑๑๐.๓๐ ปอนด์สเตอร์ลิง โดยไม่ได้มีการสอบถามความประสงค์ผู้บริโภค  และปฏิเสธที่จะอธิบายวิธีคำนวณมูลค่าการคืนเงินอย่างโปร่งใส จึงมีความประสงค์ขอเงินค่าตั๋วโดยสารคืนในจำนวนที่เหมาะสมและเป็นธรรม โดยมีเงินคงเหลือที่สายการบินปฏิเสธที่จะคืนให้แก่ผู้บริโภคจำนวน ๙๙๗.๒๐ ปอนด์สเตอร์ลิง การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการผิดสัญญาและละเมิดสิทธิของผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่กรรมการผู้มีอำนาจลงนามสายการบิน
    เพื่อบังคับให้คืนเงินจำนวน ๙๙๗.๒๐ ปอนด์สเตอร์ลิง พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย โดยให้ชำระคืนเป็นเงินไทย  อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลบาทต่อปอนด์สเตอร์ลิงของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ สถานที่และในเวลา
    ที่ใช้เงิน


        ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ครั้งที่ ๙/๒๕๖๕ ได้มีการดำเนินคดีแพ่ง
แก่ผู้ประกอบธุรกิจที่ละเมิดสิทธิผู้บริโภค รวมจำนวน ๑๒ ราย โดยบังคับให้ผู้ประกอบธุรกิจคืนเงินให้แก่ผู้บริโภค เป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น ๓,๐๕๑,๓๘๓.๔๔ บาท (สามล้านห้าหมื่นหนึ่งพันสามร้อยแปดสิบสามบาท
สี่สิบสี่สตางค์) พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย และเงินจำนวน ๙๙๗.๒๐ ปอนด์สเตอร์ลิง โดยให้
ชำระคืนเป็นเงินไทย  อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลบาทต่อปอนด์สเตอร์ลิงของธนาคารแห่งประเทศไทย
ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน รวมถึง เครื่องปรับอากาศขนาด ๙,๐๐๐ บีทียูจำนวน ๒ เครื่อง และทองคำแท่งน้ำหนัก ๒ บาท ให้แก่ผู้บริโภค หากบริษัทฯ ไม่สามารถส่งมอบเครื่องปรับอากาศ ขนาด ๙,๐๐๐ บีทียู จำนวน ๒ เครื่องได้ ให้ชำระราคาเครื่องปรับอากาศ ขนาด ๙,๐๐๐ บีทียู เครื่องละจำนวน ๑๑,๐๐๐ บาท จำนวน ๒ เครื่อง เป็นเงินจำนวน ๒๒,๐๐๐ บาท และชำระราคาทองคำแท่งรวมน้ำหนัก ๒ บาท